‘แพต-ชญานิษฐ์’ จิตแพทย์ฝึกหัดมือใหม่จาก SOS Skate ซึม ซ่าส์

สเก็ตบอร์ดช่วยรักษาโรคซึมเศร้าได้จริงเหรอ?

ต้อนรับซีรีส์เนื้อหาเข้มข้นที่ส่งจิตแพทย์ฝึกหัดสาวมือใหม่จาก SOS Skate ซึม ซ่าส์ ซีรีส์ตอนที่ 3 จาก Project S ผลงานกำกับของ ‘พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์’ กับ ‘แพต ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช’ มาพาเราไปไขคำตอบว่ากีฬาสายแอคชั่นจะช่วยโรคนี้ได้จริงหรือเปล่า สำหรับใครที่ follow ไอจี @chayanitpat อยู่ คงได้เห็นแฟชั่นกลิ่นสตรีทของเธอกันพอสมควร แต่คราวนี้ แพต-ชญานิษฐ์ จะมาเป็นสาวสตรีทในคราบจิตแพทย์ฝึกหัด เรื่องราวจะเป็นมายังไงไปฟังบทสัมภาษณ์ของเธอกันก่อน

เริ่มต้นการเป็นนักแสดงได้อย่างไร

จากรุ่นพี่มาชวนๆค่ะ คือแพตเรียนศิลปากร คณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ ก็จะมีรุ่นพี่จะทำงานในวงการเยอะมาก ทั้งแคสติ้ง ผู้กำกับ ถ่ายหนังนู่นนี่ เขาจะชอบเรียกรุ่นน้องไปแคสเหมือนกิจการในครัวเรือน แคสมาเรื่อย ๆ แล้วทางนาดาวก็เรียกมาแคส ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบงง ๆ มาก

คนส่วนมากจะจำว่าเราเป็นนางเอกซีรีส์ ต่างจากนางเอกคนอื่น ๆ ของ GDH ที่มักแจ้งเกิดด้วยภาพยนตร์

ไม่เคยคิดคำจำกัดความเลยนะ ทุกวันนี้คือแพตทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมากกว่า อย่างตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมาเป็นนางเอกหรืออะไร เพิ่งขึ้นปีหนึ่งก็มีรุ่นพี่คนนึงเรียกมาแคส

แต่ที่จริงเข้าวงการมาด้วยการเล่นภาพยนตร์

คือคนเริ่มรู้จักแพตตอนเล่นซีรีส์เรื่องแรกคือ “อยู่ที่เรา” แต่ถ้าเป็นงานแสดงเรื่องแรกเลยแพตเล่นหนังมาเรื่องนึงก่อน เป็นหนังฉายเทศกาลหนังของเมืองจีน ทำงานกับโปรดักชั่นของปักกิ่ง ที่เขาเอาผู้กำกับไทยไปร่วมด้วย ถ่ายที่ไทยด้วยที่จีนด้วย มาฉายที่ไทยเหมือนกันแต่ว่าแค่ 5 วัน ชื่อเรื่อง “Distance” มีเฉินหว่อหลินเป็นพระเอก

โกอินเตอร์ด้วยภาษาจีน

แพตเรียนภาษาจีนมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยค่ะ ตั้งแต่ป. 1  อาม่าอากงพูดตลอด แต่หนูไม่ได้ใช้บ่อยก็เลยพูดได้อย่างเดียว อ่านไม่ได้ เขียนไม่ได้ แบบแค่ไปเที่ยว หรือว่าไปเรียนซัมเมอร์ที่จีน สามารถเอาตัวรอดได้ พาเพื่อนเที่ยวได้

โอกาส และ ความพร้อม

ส่วนที่ได้ไปเล่นภาพยนตร์เรื่อง Distance ก็คือแพตเคยถ่ายเอ็มวีกับพี่คนนึง แล้วในกองก็มีพี่ที่เขาไปดูด้วย เขาก็เป็นผู้กำกับที่เป็นเพื่อน ๆ กัน ซึ่งเขาก็กำลังหาคนที่พูดภาษาจีนได้ ก็เลยเรียกไปแคสค่ะ ดีที่ได้เริ่มจากบทที่ไม่ไกลตัวมากก็คือเป็นนักศึกษา

เราไม่ได้หาคำตอบให้เขา แต่เราอยู่กับเขาแล้วพูดให้เขาหาด้วยตัวเอง ได้คำตอบด้วยตัวเอง

ทำการบ้านยังไงกับบทจิตแพทย์ฝึกหัด

เรื่องนี้ยากมากก ไม่เคยทำหนังหรือละครอันไหนที่ต้องซื้อหนังสือมาอ่าน หนูซื้อหนังสือจิตแพทย์มาอ่าน 4 เล่ม อ่านแล้วก็เขียน บทแพตจะมีพาร์ทที่คุยกับผู้ป่วย ตรงนั้นแก้หลายรอบมาก หนูเข้าไปแก้กับพี่เขียนบทเลย เอาหนังสือกางแล้วก็เขียน โพสอิทเพียบ เขียนทุกบรรทัด เขียนเหตุผล Why นู่นนี่ เยอะมาก พอซื้อหนังสือมาอ่านแล้วรู้เลยว่ามันละเอียดอ่อนมาก ๆ ยากมาก หนูไม่เคยคิดว่าการคุยกับคน ๆ หนึ่งคนจะต้องอะไรขนาดนี้ พอมารู้อีกทีก็รู้เลยว่าละเอียดมาก ๆ มันเซนซิทีฟมาก ๆ การคุยกับผู้ป่วยที่เขามีปัญหาด้วยเคมีในสมองของเขา การคุยต้องคุยเหมือนสมองเรานำเขาไปหนึ่งขั้น เหมือนเขาตอบอันนี้มา เราต้องพูดยังไงก็ได้ด้วยประโยคคำถาม ให้เขาหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง การที่หมอพูดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้า เราไม่ได้หาคำตอบให้เขา แต่เราอยู่กับเขาแล้วพูดให้เขาหาด้วยตัวเอง ได้คำตอบด้วยตัวเอง จริง ๆ เราไม่ได้เป็นคนตอบเขา แต่เขาตอบตัวเอง เราแค่พาเขาไปเรื่อย ๆ ด้วยกระบวนการที่มันมีของมันอยู่

ก่อนหน้านี้เล่นเป็น ‘พยาบาลไพริน’ มีส่วนช่วย ‘หมอเบลล์’ ในเรื่องนี้ยังไงบ้างไหม

ไม่เลยค่ะ รู้สึกว่าความเป็นพยาบาลคือความเทคแคร์ในเบื้องต้น แต่ว่าอันนี้มันเป็นอีกมุมมองหนึ่งเลย มันเป็นในเรื่องของความรู้คนละรูปแบบ

ได้มีโอกาสเวิร์กช็อปกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้าจริง ๆ ไหม

ไม่ได้เวิร์คช็อปกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้าจริง ๆ เลย แต่ได้เข้าไปคุยกับคุณหมอจิตแพทย์ ทางนาดาว ‘พี่ย้ง’ เขาพาคุณหมอที่รู้จักมานั่งคุย หนูก็ถาม ๆ เขียนเป็นเล่มเลย ใช้วิธีทำความเข้าใจด้วยตัวเอง คือเอาวิธีแบบนี้ไปคุยกับทุกคนที่หนูเจอ AR อะไรแบบนี้หนูคุยหมดเลย จะพยายามคุยเหมือนฝึกพูด ไปคุยกับเพื่อนอะไรแบบนี้

มันทำให้เราเข้าใจโรคซึมเศร้ามากขึ้นแค่ไหน

มาก ๆ เข้าใจมาก ๆ เข้าใจอย่างถ่องแท้ อย่างลึก ๆ เลย กลายเป็นว่าการได้เล่นเรื่องนี้มันทำให้เราเปลี่ยนทัศนคตินิดนึงด้วย เวลาเพื่อนหรือใครก็ตามมีปัญหาเรากลายเป็นผู้ฟังที่ดีมากขึ้น แล้วเราเอาวิธีที่เราอ่านมาจากหนังสือ หรือการได้เข้าบทต่าง ๆ ไปใช้กับคนอื่น ไม่จำเป็นว่าเขาต้องเป็นโรคซึมเศร้า เขาเฮิร์ต อกหักเฉย ๆ ก็ใช้ได้ ซึ่งเอาไปลองใช้แล้วมันโคตรได้ผลเลย

สำหรับเรื่องนี้ได้ไปซ้อมสเก็ตบอร์ด้วย แพตเล่นสเก็ตบอร์ดตัวเดียวกับคนอื่นไหม

คนละอันค่ะ เป็นคนเดียวที่แยกซ้อม ของแพตเป็น ‘ลองบอร์ด’ ยาวเท่ากับสเก็ตบอร์ดสองอัน แล้วหนักมาก 6 เดือนหนูซ้อมคนเดียว หนูเหงามาก หนูเหมือนไม่มีเพื่อน ตอนแรกเป็นพาร์ตหนูซ้อมก่อน ค่อยเวิร์กช็อป แล้วค่อยอ่านบท กระบวนการนี้อยู่ ช่วงซ้อมหกเดือนเขาสนิทกัน 3 คน หนูก็จะอยู่อีกมุมหนึ่งไม่มีใครคุยด้วย (หัวเราะ)

ฝึกนานไหมถึงจะรู้สึกว่าคุ้นชินกับมันจริง ๆ 

ไม่มีคำว่าคุ้นชินกับมันหรอก จนทุกวันนี้หนูยังไม่คุ้นชินเลย ของหนูเป็นลองบอร์ดใช่ไหม การเปลี่ยนแปลงของมันคือการคอนโทรลตัวเองอยู่บนบอร์ด การหมุน การก้าว การเต้นอยู่บนบอร์ด ทุกครั้งที่มีท่าใหม่ เหมือนต้องเริ่มศูนย์ใหม่ทุกครั้งเลย การเล่นสเก็ตบอร์ดหนูเคยไปอ่านมา ประมาณว่ามันคือการที่เราซ้อมบ่อย ๆ เล่นบ่อย ๆ ล้มขึ้นมาทำใหม่ ล้มขึ้นมาทำใหม่ ทำบ่อย ๆ แล้วสมองเราจะจำ ให้ร่างกายจำได้ว่าการทรงตัวแบบนี้ยูจะรอด

เหตุการณ์ประทับใจในการเล่นลองบอร์ด

เราเห็นเด็กประมาณ 12 13 14 มาเล่นด้วย โห! คืออยากกลับบ้านอะ พีคอีกคือไปงานลองบอร์ดที่ Preduce เขาจัด มีคุณยายอายุ 60 ถือลองบอร์ด downhill มาเลย ใส่หมวกกันน็อค หนูประทับใจมาก แล้วช็อคมาก คิดไว้เลยว่าคนนั้นเป็นไอดอล หนูจะเป็นอาม่าอายุ 60 แล้วเล่นลองบอร์ดให้ลูกหลานดู หนูพูดจริง ๆ จริงจัง พี่ดูตาหนู หนูจริงจังมาก แล้วเขาสุดยอด แล้วหนูเข้าไปคุย เขาบอกว่ามาส่งลูกเรียน นั่งรอลูกเล่น ก็เลยเล่นไปด้วยเลย แต่ลูกเขาเล่นสเก็ตบอร์ด แล้วเขาเล่นลองบอร์ดแล้ว downhill อะ Oh my god!

ระหว่างรู้ว่า ‘ต้องเล่นเป็นหมอ’ กับ ‘ต้องเล่นลองบอร์ด’ อันไหนหนักใจกว่ากัน

มันไม่มีความหนักใจ หนูเปรียบเป็นความกลัวมากกว่า ถ้าเป็นหมอเนี่ย กลัว กลัวว่าเราจะทำให้คนไม่เชื่อ กลัวว่าการที่เป็นจิตแพทย์แล้วเราจะทำได้สำเร็จหรือเปล่า แต่ในพาร์ตเรื่องสเก็ตบอร์ดกลายเป็นความตื่นเต้น รู้สึกตื่นเต้นมาก เป็นกีฬาที่หนูอยากเล่นมานานมาก ตั้งแต่ ม.1 แต่หนูอยู่ประจำ เล่นอะไรไม่ได้เลย ได้แต่ซื้อเพนนีอันเล็ก ๆ มาไถ ๆ เพนนีทำให้มีพื้นฐานในการเล่นลองบอร์ดได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่ยากสุดของการเป็นหมอเบลล์คืออะไร

ความเข้าใจในเรื่องของการพูดคุย เจาะลึกในคนไข้แต่ละคน แต่ละเคสไม่เหมือนกัน มันยากตรงที่เขาเรียกว่าอะไรนะ มันไม่ได้มี Process เป็นหนึ่งสองสามสี่ห้าอะไรแบบเนี้ย มันต้องวิเคราะห์หนักมาก มันต้องใช้สมาธิสูงมาก ๆ ในการฟังคน ๆ หนึ่งพูด มันไม่ได้เหมือนนั่งฟังเพื่อนพูด อธิบายไม่ถูก มันยากมากเลย คำศัพท์ก็ทางการมาก เริ่มอ่านตั้งแต่ว่า ผู้ป่วยโรคนี้เพราะอะไรเขาถึงเป็นอย่างนี้ ไปจนถึงกระบวนการบำบัดรักษาด้วยการพูด ยาแต่ละชนิดมีผลอะไรต่อการที่จะแจกยาให้คนกิน แล้วก็ไม่ค่อยกล้าให้ใครเห็นหนังสือจิตแพทย์อยู่ เอากระดาษมาห่อปกข้างนอก หนูเคยเปิดแบบไม่ปิดไว้แล้วเอาไปนาดาว แล้ว ‘โอบ-โอบนิธิ’ บอกว่า หน้าอย่างแพตเนี่ยนะอ่านหนังสือแบบนี้ เลยเอากระดาษเอสี่มาห่อปกติดสก็อตเทป

ถ้าไม่ได้เล่นเป็นหมอเบลล์อยากเล่นเป็นใคร

อยากเล่นเป็นใครเหรอ…หนูอะนะ อยากเล่นเป็นแบบเด็กใจแตก คุณหนูแอบมาเล่นสเก็ตบอร์ดที่พ่อแม่ไม่ให้เล่น คือเป็นบทใหม่ แต่งขึ้นมาเอง ใส่ชุดนักเรียนเล่นสเก็ตบอร์ดใต้สะพาน หนูคิดเองนะอันนี้ บทไม่มี

ถ้าให้เลือกระหว่าง ‘เตย’ ‘พยาบาลไพริน’ ‘เบนซ์’ ‘หมอเบลล์’ อยากเป็นตัวใกล้เคียงแพตที่สุด

“เตย” ใกล้สุด นั่นคือใกล้สุดแล้วนะแต่ก็ยังไม่ใกล้นะ

ชอบตัวไหนมากที่สุด

ชอบพยาบาลไพริน แต่ว่าอันนั้นยากสำหรับหนูเหมือนกัน เหมือนตัวเองหายไปเลย เปลี่ยนบุคลิกเปลี่ยนทุกอย่าง เล่นกับจินตนาการตัวเองคนเดียว จริง ๆ ชอบหมดเลย หนูสนุกกับการทำอะไรแบบนี้ หนูสนุกกับทุกอย่างที่ได้ทำ ดูเป็นคน alert

แสดงว่าเราเริ่มชอบอาชีพนักแสดง

ชอบค่ะ

คาดหวังกับอาชีพนี้มากแค่ไหน

ไม่คาดหวังนะ

แค่ชอบ สนุก ทำอะไรใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ

ไม่ได้คาดหวังอะไร ถ้าโอกาสที่มันเข้ามาทุกอันเราจะเอนจอยกับมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ได้รับบทที่ห่างจากความเป็นตัวเราต้องปรับยังไงบ้าง

คำว่าไม่ค่อยเป็นตัวเองหมายถึงว่ามันก็ยังมีส่วนที่เป็นตัวเองอยู่ แค่ทำให้ตัวเองไม่เป็นตัวเองจนเกินไป มันไม่ได้เปลี่ยนกายภาพขนาดนั้น

แปลว่ายังหาคอนเนคชั่นระหว่างตัวเองกับคาแรกเตอร์นั้นได้อยู่

เขาเรียกว่ายังไงดีล่ะ อย่างเรื่องพยาบาลไพริน แพตจะสร้างขึ้นมาว่า คนนี้ชอบกินอะไร ชอบสีอะไร เป็นคนยังไง เพราะอะไรถึงเป็นแบบนี้ สร้างขึ้นมาแล้วบล็อคไว้เลยว่าเป็นแบบนี้ แล้วทุกครั้งที่เข้าเราต้องเป็นแบบนี้ เหมือนวาดภาพเอาไว้

ถือเป็นโหมดหนึ่งเลยหรือเปล่า เช่น แพตที่เป็นโหมดไพริน

เหมือนอย่างนั้นนะ น้ำเสียงหนูก็เปลี่ยน เลือกว่าคนนี้ต้องมีน้ำเสียงแบบนี้

เพิ่งเรียนจบ อยากทำอะไรต่อ หรือยึดอาชีพนักแสดงเป็นหลักเลย

เราคิดว่าจะทำตรงนี้ก่อนสักพักนึง ก็ไม่ได้ว่าล้มแพลนที่เคยอยากทำมาก่อนหน้าเข้าวงการ ก็ยังมีเป้าหมายที่จะทำอยู่ แต่ว่ายังไม่ถึงเวลาเท่านั้นเอง

ฝากผลงานหน่อยจ้า

ฝากอย่างเดียวเลยคือ Project S เดอะ ซีรีส์ ไม่ขอฝากเป็นตัวบุคคล แต่ขอฝากเรื่องนี้ทั้งเรื่องเลย เรื่องนี้ทำมาเพื่อสร้างความเข้าใจ ให้ใครก็ตามที่มาดูเข้าใจคนที่เป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น คนนอกที่มักมองคนเป็นโรคซึมเศร้าว่า เฮ้ยยูเรียกร้องความสนใจ ยูน่ารำคาญอะไรแบบเนี้ย แต่เรื่องนี้จะทำให้รู้ว่าการที่เขาเป็นแบบนั้น มีเหตุผล ทุกอย่างที่เขาเป็น เพราะอะไรทำไมเขาถึงเป็นอย่างนั้น แล้วเราจะเข้าใจมาก ๆ เราจะสงสารเขามาก ๆ มันไม่ใช่โรคที่แบบคนจะอยากเป็นกัน 24 ชั่วโมงเขาต้องเจออะไรบ้างกับการอยู่กับโรคนี้ แค่นั้นเลย แล้วคนที่ดูแล้วรู้ว่าป่วยขนาดไหน จะได้เอาสิ่งนี้ไปทำกับคนรอบข้างที่เป็นให้ถูกต้อง

ขอประโยคให้กำลังใจหนึ่งประโยค

“กอดหน่อย”


อยากให้เพื่อนได้อ่าน แชร์เลย


ใส่คีย์เวิร์ดแล้วกด Enter เลย