เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี เจ้าพ่อเอ็มวี ซีรีส์ และหนังไทยนับไม่ถ้วน

แฟน ๆ หนังไทยที่ไม่ว่าจะเป็นหนังโรง หนังสั้น หนังไวรัลเอย หรือแม้กระทั่งซีรีส์ไปจนถึงเอ็มวีหลาย ๆ ตัว จะต้องคุ้นหน้าของ ‘เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี’ หรือจะเรียกเขาว่า ‘บอย’ ผู้รับบทหนุ่มของหมอณัฐจาก Wake Up ชะนีก็ได้ แต่ถ้าทิ้งระยะห่างนานจนเกินก็ให้นึกถึงเอ็มวีตัวล่าสุดหนุ่มเจ้าของร้านล้างฟิล์มในเพลง ‘ฉันไม่เปลี่ยน’ จาก ETC. ก็ได้

และวันนี้เรามีโอกาสได้ชวน เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี หนุ่มลูกครึ่งคนนี้มานั่งพูดคุยจริง ๆ จัง ๆ เกี่ยวกับเรื่องมุมมองและความรักการแสดงของเขา ใครที่พร้อมและรอทำความรู้จักกับหนุ่มคนนี้อยู่ เราสัญญาว่าจะไม่ทำให้ผิดหวัง แถมท้ายบทสัมภาษณ์นี้หนุ่มคนนี้เขามีผลงานซีรีส์เรื่องใหม่ล่าสุดมาฝากไว้ในใจเธอด้วยนะ

เกริ่นความเป็นเบนจามินให้ฟังหน่อย

ผมเป็นคนไม่ซีเรียสกับอะไรเท่าไหร่ หมายถึงว่าไม่ได้ยึดติดกับอะไรเยอะ ถ้ารู้จักใครสักคนผมไม่ได้แบ่งแยกคนว่าจะต้องเป็นแบบนี้หรือแบบนี้ ผมทำความรู้จักกับใครก็ได้ และพยายามจะไม่อยู่ไปวัน ๆ พยายามจะใช้เวลาให้มีประโยชน์ โดยการหาสิ่งที่ตัวเองชอบสิ่งที่ตัวเองรัก เป็นแพสชั่นมาบริหารเวลาให้ชีวิตมันเต็มขึ้น

รู้ตัวเองว่าชอบการแสดงตั้งแต่เมื่อไหร่

การแสดงผมเริ่มเรียนตอนอยู่โฮมสคูลที่บ้าน พออยู่บ้านมันก็ไม่ได้มีสังคมเพื่อนก็เลยอยากไปหาสังคมอะไรก็ได้ที่สามารถออกไปแฮงก์เอาท์กับเพื่อนได้ ก็เริ่มจากการไปสมัครเรียนที่กาดสวนแก้ว เป็นห้างเก่า ๆ ที่เชียงใหม่ มีเป็นกาดเธียเตอร์เป็นโรงละครใหญ่ ๆ ที่พี่โน้ต อุดมเขาชอบไปพูด ที่นั่นเขาจะมีคอร์สสอนการแสดงมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ผมก็เลยไปเรียน ปัจจัยแรกเลยคืออยากมีเพื่อน ตอนแรกยังไม่รู้เลยว่าการแสดงคืออะไร แต่พอมีเพื่อนด้วย แล้วเรายังเด็กด้วย พอได้ลองเรียนการแสดงเลยตกหลุมรักแต่เด็กเลยครับ

ถ้าไม่นับ AF คิดว่าคนรู้จักเราจากอะไร

น่าจะเป็นพวกเอ็มวี โฆษณา แล้วก็ Wake Up ชะนีที่ทำให้คนรู้จักมากขึ้น

ก่อนมาเป็นนักแสดงกับเป็นนักแสดงแล้ว คิดว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน

น่าจะเป็นเรื่องของประสบการณ์ของงานมากกว่า ตอนแรกชอบการแสดงก็จริงแต่ไม่ได้ลองเอามาปฏิบัติจริง ๆ หน้ากล้อง หรือแสดงกับคนอื่น ๆ ที่เขาแสดงเป็นอยู่แล้ว คนแปลกหน้าที่เราไม่รู้จัก น่าจะเป็นเรื่องของประสบการณ์มากกว่า แล้วก็เรื่องของสมาธิด้วย

พอเป็นนักแสดงแล้วมีคนรู้จักเยอะ เราวางตัวกับการเป็นจุดสนใจยังไงบ้าง

พยายามไม่วางตัว เป็นตัวเองเหมือนตอนแรก แต่แค่ขอให้มีความรับผิดชอบก็พอแล้ว แค่ว่าเรารู้สึกว่าเราทุ่มเทกับงานนี้ แต่แค่รักษาความเป็นตัวเองแค่นั้นก็พอแล้ว ผมรู้สึกว่าถ้าเราทำอะไรเต็มที่ เราไม่ต้องไปเสียดายมัน ถ้าสมมุติว่ามีคนคาดหวังว่าเราต้องเล่นให้มันได้ แต่เรารู้ตัวเองลึก ๆ ว่าเราทำเต็มที่แค่นั้นก็พอแล้ว ไม่ว่าคนจะบอกว่าเล่นไม่สุดหรือว่าอะไร

ผลงานที่ชอบเป็นพิเศษ

หนังสั้นก็จะเป็นของพี่เต๋อ นวพล ครับ Rompboy 39 จริง ๆ ผมชอบเอ็มวี ชอบเล่นเอ็มวี ชอบแสดงเอ็มวี ผมชอบเล่นดนตรีอยู่แล้ว พอเล่นดนตรีก็เอาการแสดงมารวมกัน เป็นอะไรที่แบบฟิน ฟินมาก ไม่ต้องพูดเยอะ บางทีการแสดงมันไม่จำเป็นต้องมีไดอะล็อกพูดก็ได้ เน้นภาษากายก็ได้ เหมือนแบบชาร์ลี แชปลิน, มิสเตอร์บีน มันมีหลาย ๆ วิธีในการสื่อความหมายให้คนดูดูได้ ผมเลยชอบเอ็มวีมาก มันถ่ายแป๊บเดียว แล้วไม่ต้องจำบทด้วย

ทำไมถึงเล่น Wake up ชะนี

ตอนอยู่ในบ้านผมได้รู้จักกับครูเงาะ มีพี่คนหนึ่งชื่อพี่กุ๊กไก่ เขาเขียนบทให้ครูเงาะ ตอนนั้นมันเป็นวีคละครเวที แล้วก็นานมากแล้ว ตั้งแต่อยู่ในบ้าน บังเอิญมาเจอแกหกปีหลังจากนั้น แกชวนมาแคสต์เรื่อง Wake Up ชะนี แต่ไอ้บทที่ผมได้มันไม่ได้เป็นบทหลักเป็นแค่บทแขกรับเชิญเฉย ๆ “บอย” ครับ

คิดยังไงกับการต้องเจอคำถามระบุเพศเวลาที่รับบทชายรักชาย

ปกติครับ เป็นคำถามปกติอยู่แล้ว คนเขาสงสัยเขาก็แค่แบบอยากรู้ แต่ผมแค่รู้สึกว่าแบบการเป็นนักแสดงมันต้องลองอะไรใหม่ ๆ บ้าง ไม่ใช่เล่นแค่บทเดียว ถนัดแค่บทเดียว เราเป็นนักแสดง เราคงอยากจะเข้าถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปด้วย อารมณ์จิตวิทยามันจะมีคนหลายประเภทที่แตกต่างกัน นักแสดงก็คล้าย ๆ กันนะ พอเราเห็นคนนู้นน่าสนใจคนนี้น่าสนใจ เราก็อยากจะเป็นเขาบ้าง ลองดู อย่างการได้รับบทเป็น “บอย” ก็รู้สึกได้อะไรใหม่ ๆ เยอะขึ้น เกิดมาเป็นมนุษย์มันควรได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ด้วย

ในรูปแบบของการแสดงเป็นพื้นที่ที่เราจะเป็นอะไรก็ได้

หลังจากนั้นเราก็หลุดจากบทบาทนั้นได้เลย หลังจากนั้นมันจะได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิต มันน่าสนใจดีนะผมว่า

ความยากของการเป็นบอย

การที่รู้สึกผูกพันกับหมอณัฐ เพราะผมไม่เคยรู้สึกผูกพันกับผู้ชายในระดับที่อยากจะเจอเขา อยากจะยังไปหาเขา อยากเป็นแฟนกับเขา อยากใช้ชีวิตกับเขา ผมก็เลยต้องทำการบ้าน ทำอารมณ์นิดหน่อย อาจจะเป็นการแทน ทดแทนคน เน้นการมองตา มองตาพี่ป๋อมแป๋มแล้วก็ใช้ความรู้สึก

ฉากประทับใจใน Wake Up ชะนี

ผมชอบซีนที่นั่งคุยกันตอนกินข้าวต้มครับ รู้สึกว่าซีนนั้นผมกับพี่ป๋อมแป๋มแทบจะไม่ได้นัดอะไรกันเยอะเลย ต่างคนต่างไปจำบทมาเฉย ๆ คร่าว ๆ แล้วก็ปล่อยให้มันไหลไปเลยรักษาเนื้อหาของบทไว้เฉย ๆ แต่เพิ่มนู่นเพิ่มนี่ไหลไปเรื่อย ๆ เป็นการแสดงที่ผมไม่ต้องคิดอะไรเลยอะ ไม่ต้องนึกถึงบท ไม่ต้องอะไรเลย รู้สึกมันธรรมชาติมาก เหมือนมานั่งกับพี่ป๋อมแป๋ม นั่งกินข้าวกันจริง ๆ พอมันคุยไป บทมันยาวด้วยไงครับ พอบทมันยาวยิ่งลืมนู่นลืมนี่ ลืมกล้อง กลายเป็นว่าครีเอทโมเมนต์นั้นคือมาเลย ผมรู้สึกว่านักแสดงส่วนมากถ้าสมมุติครีเอทโมเมนต์ได้ บางทีมันจะเกิดขึ้นจากการที่เราไม่กังวลอะไรเลย ผมสัมผัสจากพี่ป๋อมแป๋มได้ด้วยตอนนั้น

จะหันทำเพลงจริงจังหรือยัง

เพลงนี้ผมกะไม่ได้ทำจริงจังอะไรขนาดนั้น พยายามไม่คาดหวังกับเพลง เพราะเราไม่ได้เก่งอะไรมาก เหมือนเป็น งานอดิเรก เป็นงานศิลป์ของเราที่ทำของตัวเองได้ ถ่ายทอด ใครชอบใครไม่ชอบไม่ซีเรียส แค่ขอได้ทำ งานแสดงสำหรับผมมันคนละแบบกัน ดนตรีมันจะส่วนตัวมากกว่า กลับมาเล่นดนตรีมันผ่อนคลาย บางทีผมไปแสดงบางทีมันเครียด แต่กับดนตรีผมไม่เคยเครียดเลย ผมก็เลยอยากจะเก็บไว้ว่าครึ่งหนึ่งส่วนตัว อีกครึ่งหนึ่งถ้าขายได้ก็ขายได้ ขายไม่ได้ก็ไม่ซีเรียส ยังคงอยากเล่นดนตรีไปเรื่อย ๆ

พูดถึงเพลง Slyman หน่อย

จริง ๆ แล้วมันมีหลายประเด็นมากเลย มันเกี่ยวกับความเครียด การที่มนุษย์โตขึ้นเรื่อย ๆ แล้วยิ่งเข้าสู่โลกความเป็นจริงจากตอนเด็ก รู้สึกว่าโลกแม่งโหดร้าย ทำไมบางทีมันเจ็บข้างใน

ความเจ็บปวด ยอมรับมันเข้ามา ไม่ต้องไปปฏิเสธมัน แค่เข้าใจมัน เดี๋ยวมันก็ผ่านไป

ตัวเราเองล่ะ รับมือกับความเจ็บปวดยังไง

อย่างแรกก็คือเข้าใจมัน จริง ๆ แล้วชีวิตคือ Vibration มันมีขึ้นมีลงตลอดอยู่แล้ว

ถ้าเราเจอเรื่องแย่ ๆ มันคงไม่แย่ไปตลอด มันไม่มีอะไรเสถียรอยู่แล้ว ถ้ามันแย่เดี๋ยวมันก็ดี

แล้วตอนดีก็จำไว้ว่าเดี๋ยวมันก็แย่ แค่เข้าใจมัน เข้าใจมาก ๆ ชินไป แล้วเราก็จะรู้สึกว่าตัวเราเบา จริง ๆ แล้วเราเป็นคนทำให้เราเจ็บเอง ความคิดของเราอะไรแบบนี้

พูดถึงซีรีส์เรื่องใหม่หน่อย

ซีรีส์มันชื่อ Hipster or Loser มันเป็นเรื่องของเด็กวัยรุ่นสามคนที่อยากสร้างร้านกาแฟไม่แมสไม่ใช่เมนสตรีม มีรายละเอียดมีสตอรี่แบบแท้จริง มันก็จะมีเรื่องราวต่าง ๆ มาปั่นร้าน ไอ้สามคนนี้มันจะทำให้ร้านกาแฟของมันประสบความสำเร็จหรือเปล่า มีฝั่งตรงข้ามเป็นร้านคู่แข่งที่เปิดร้านกาแฟแมสมากคนเยอะ

ใครที่เคยแอบหลงรักเบนจามิน โจเซฟ วาร์นีในบทบาทนักร้องจากรายการ Academy Fantasia ถ้าวันนี้อยากลองหลงรักในรูปแบบของนักแสดงดูบ้างอย่าลืมไปติดตามผลงานของเขากันนะ ติดตามอัปเดตได้จากอินสตาแกรม

แท็ก:

บทความที่เกี่ยวข้องที่คุณอาจสนใจ​

สนุกไปให้สุดกับลุค Colorful Boy ที่จะทำให้หนุ่ม ๆ หล่อเท่แบบมีสีสัน

อากาศร้อน ๆ แบบนี้ คงไม่มีแฟชั่นแนวไหนเหมาะสมได้เท่ากับการเลือกใส่เสื้อผ้าสีสันแสบทรวง ที่จะเข้ามาเติมความสนุกให้กับลุคในแต่ละวันของหนุ่มสาวสายแฟ ซึ่งถ้าหากเราพูดถึงมุมมองของคุณผู้ชายเกี่ยวกับการแต่งตัวสีสันจัดจ้านแบบ Colorful Boy นั้น ทางเราเชื่อว่าหนุ่ม ๆ หลายคนคงจะส่ายหน้าไม่ขอเอาด้วยกันเป็นแถว

IDOL STYLE : สไตล์หวานละมุนๆที่จะทำให้คุณตกหลุมรัก ‘กุ๊งกิ๊ง-ปฏิมา’

หลายคนเมื่อเห็นรูปสาว ‘กุ๊งกิ๊ง-ปฏิมา ฉ่ำฟ้า’ แล้วใครจะไม่หลงเสน่ห์ในรอยยิ้มของเธอกันบ้าง รวมถึงสไตล์การแต่งตัวตัวน่ารักๆ เรียบร้อย และดูสดใสของเจ้าตัวนั้นก็เรียกรอยยิ้มจากเราได้ไม่ยากเลย แถมสไตล์การแต่งตัวของสาวคนนี้ก็ง่ายและแต่งตามได้อีกด้วยนะ วันนี้ ShopSpotter

เปลี่ยนลุคเป็นสาว ‘SPORT GIRL’ ง่ายๆ ด้วยสไตล์จาก 4 ไอดอลสาว

สาวหวาน สาวเปรี้ยว หลีกทางหน่อยค่าาา ! เพราะนางเอกของงานวันนี้ที่มาแรงแซงโค้ง ไม่เคยตกเทรนด์ อย่างสาว Sport Girl จะขอมาฉายเดี่ยว

แนะนำ 6 ร้านสติกเกอร์ น่ารัก ๆ บนร้านไอจี ของดีต้องบอกต่อ!

‘สติกเกอร์’ ไอเท็มสุดคิ้วท์ กระจุ๊กกระจิ๊ก ที่สาว ๆ หนุ่ม ๆ ต่างก็พากันหลงรักและสรรหามาติดแปะของใช้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของกัน แถมยังบ่งบอกตัวตนได้อย่างแตกต่างไม่ซ้ำใครด้วย วันนี้เราเลยจะขอเอาใจเหล่า

อัปเดตเทรนด์ ผมเทา สุดคูลแห่งยุค Ash grey & Ash brown

ช่วงโมงนี้สาว ๆ คนไหนที่อยากจะลองเปลี่ยนสไตล์ตัวเองด้วยการเปลี่ยนสีผมกันล่ะก็ สีที่เห็นฮิตกันอยู่ช่วงนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นเจ้า 2 ดูโอ้ Ash grey และ Ash

แต่งตัวรับ ซัมเมอร์ กับ 4 ไอเท็ม Must-Have สำหรับหน้าร้อนนี้

ซัมเมอร์ใกล้เข้ามาทุกที เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องหาไอเท็มเด็ด ๆ เตรียมไว้รับลมร้อนกันสินะ ใครอยากแต่งตัวรับซัมเมอร์แบบครบสูตรเสริมลุคเก๋ ๆ มาที่นี่ไม่มีผิดหวังแน่นอน!  ถึงอากาศจะร้อนแต่คนต้องไม่ร้อนตามอากาศนะจ๊ะ อย่ายอมให้สไตล์การแต่งตัวของเราต้องมาสะดุดเพราะสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหน